แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การกระทำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การกระทำ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

การพูดแบบมีเงื่อนไข CONDITION 2


4 การพูดแบบมีเงื่อนไข (2) (CONDITION (2))

สำหรับเงื่อนไขที่อาจเกิดหรืออาจไม่เกิดขึ้นนั้น มีรูปแบบดังต่อไปนี้

2 HYPOTHETICAL CONDITION

If clause

Main clause

วิธีใช้

If she asks,

she doesn't know the answer.

เหตุการณ์ใน if clause เกิดในปัจจุบัน (present simple) เหตุการณ์ใน main clause ย่อมเกิดขึ้นเสมอในปัจจุบัน

If you work hard,

you'll pass the exam.

ถ้าเหตุการณ์ใน if clause เกิดในปัจจุบัน (present simple) เหตุการณ์ใน main clause น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

If I had time,

I would go with you.

เหตุการณ์สมมติในปัจจุบัน โดยในความเป็นจริงแล้วไม่เกิดขึ้นจริง if clause และ main clause ต่างก็เป็น past

If I had seen her,

I would have told her.

เหตุการณ์สมมติในอดีต เหตุการณ์ใน if clause และ main clause ต่างก็ไม่ได้เกิดขึ้น ผู้พูดเพียงแต่หวังว่าถ้าเหตุการณ์ใน if clause ได้เกิดขึ้น เหตุการณ์ใน main clause จะต้องเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน

CONVERSATION 1
A: Don't you want to go with me?
B: If I go, there is no one to look after my kid brother.
1 Sorry.
A: That's OK. If you went, you might get into trouble.

1kid brother (n.) - a younger brother

CONVERSATION 2
A: Why don't you go with me?
B: If I go with you, I won't have time to finish my homework. Sorry.
A: That's all right. You might get into trouble if you went.

การพูดแบบมีเงื่อนไข CONDITION 1

4 การพูดแบบมีเงื่อนไข (1) (CONDITION (1))

condition คือรูปประโยคที่บอกให้รู้ว่าการกระทำหรือเหตุการณ์บางอย่างที่มีทางจะเกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นได้ยาก หรือไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้เลย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่มีอยู่ นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาหรือการสมมติให้บางสิ่งบางอย่างเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงขึ้นมา โดยที่การพูดในลักษณะดังกล่าวนี้มักเกิดขึ้นอยู่เสมอในการสนทนา และจำเป็นต้องอาศัยการใช้ tense ให้ถูกต้องด้วยเพื่อให้ได้ความหมายดังที่ต้องการ

การพูดแบบมีเงื่อนไขแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ

1. เงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นจริง (open condition)

2. เงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย (hypothetical condition)

รูปแบบของประโยคเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นจริงมีดังนี้ *

  • รูปแบบของประโยคเงื่อนไข (conditional sentence)
    อนุประโยคสมมติ (if clause), ประโยคหลัก (main clause)

หรือ

ประโยคหลัก + อนุประโยคสมมติ

เงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นจริงแบ่งออกเป็น 3 หมวดหลัก คือ ในกรณีที่เงื่อนไขเกิดในปัจจุบัน เกิดขึ้นในอดีต และเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

1 OPEN CONDITION

If clause

Main clause

วิธีใช้

  1. If I'm right,
  2. If what you say is right,
  3. If I get this right,

then you are wrong.
then what I said was wrong.
I'll have finished my job.

เหตุการณ์ใน if clause เกิดใน ปัจจุบัน (present simple) เหตุการณ์ใน main clause อาจเป็น 1 present simple ถ้า main clause เกิดในปัจจุบัน 2 past simple ถ้า main clause เกิดในอดีต 3 future perfect ถ้า main clause จะเกิดในอนาคต

  1. If I said that,
  2. If I said that,
  3. If I made a mistake,

I apologize.
I was mistaken.
I'll try to remedy it.

เหตุการณ์ใน if clause เกิดใน อดีต (past simple) เหตุการณ์ใน main clause อาจเป็น 1 present simple ถ้า main clause เกิดในปัจจุบัน 2 past simple ถ้า main clause เกิดในอดีต 3 future simple ถ้า main clause จะเกิดในอนาคต

  1. If we've finished our work,
  2. If I've made a mistake,

we may go to the cinema.
I'll try to correct it.

เหตุการณ์ใน if clause เพิ่งเกิด เหตุการณ์ใน main clause อาจเป็น 1 present simple ถ้า main clause มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดในอนาคต หรือ 2 future simple ถ้า main clause จะเกิดในอนาคตค่อนข้างแน่นอน

CONVERSATION 1
A: You said I was stupid.
B: If I said that, I apologize.
A: If you think you are wrong, I forgive you.

CONVERSATION 2
A: You told Bob that I was an idiot.
B: If I said that, I was wrong.
A: I forgive you if you realize that you were wrong.

การใช้คำกริยาเน้นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ VOICE 2

3 การใช้คำกริยาเน้นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ (2) (VOICE (2))

การเปลี่ยนรูปประโยคจากการเน้นประธาน (active voice) มาเป็นการเน้นกรรม (passive voice) ต้องเป็นไปตามกฎของกาล (tense) ดังตารางข้างล่างนี้

TENSE

ACTIVE

PASSIVE

อดีต

past simple
past continuous
past perfect
past perfect continuous

We ate ice-cream.
We were eating ice-cream.
We had eaten ice-cream.
We had been eating ice-cream.

Ice-cream was eaten (by us)1.
Ice-cream was being eaten.
Ice-cream had been eaten.
Ice-cream had been being eaten2.

ปัจจุบัน

present simple
present continuous
present perfect
present perfect continuous

We eat ice-cream.
We are eating ice-cream.
We have eaten ice-cream.
We have been eating ice-cream.

Ice-cream is eaten.
Ice-cream is being eaten.
Ice-cream has been eaten.
Ice-cream have been being eaten2.

อนาคต

future simple
future continuous
future perfect
future perfect continuous

We will eat ice-cream.
We will be eating ice-cream.
We will have eaten ice-cream.
We will have been eating ice-cream.

Ice-cream will be eaten.
Ice-cream will be being eaten.
Ice-cream will have been eaten.
Ice-cream will have been being eaten2.

หมายเหตุ

1. อาจเติมหรือตัดผู้กระทำ (by ...) ออกได้

2. ไม่นิยมใช้รูป perfect continuous tense

3. ในกรณีที่จะเปลี่ยนคำกริยาซึ่งมีกริยาช่วยอยู่ด้วยให้เป็นรูป passive voice ให้เติม be, being และ been สำหรับรูปแบบ simple, continuous และ perfect tense เช่น He might finish the work. > The work might be finished. (รูป simple tense) You should be doing the job. > The job should be being done. (รูป continuous tense) They could have finished it. > It could have been finished. (รูป perfect tense)

CONVERSATION 1
A: Don't go into that room now. It's being fumigated.
B: Where can we go now? The other room has already been taken.

CONVERSATION 2
A: There are lots of mosquitoes in this room, so it has been fumigated just now.
B: We can't go to the other room. It is already occupied.

การใช้คำกริยาเน้นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ VOICE 1


3 การใช้คำกริยาเน้นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ (1) (VOICE (1))

คำกริยาหลัก (ดูภาค 2 ข้อ 1.1) นอกจากจะถูกแบ่งออกเป็นกริยา 2 ช่องและกริยา 3 ช่องแล้ว ยังสามารถแบ่งออกเป็นกริยาที่ต้องมีกรรมมารับ (transitive verb) เช่น eat, touch, throw ฯลฯ และกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับ (intransitive verb) เช่น walk, sleep, play ฯลฯ สำหรับกริยาที่ต้องมีกรรมมารับนั้นเราอาจเลือกที่จะใช้ในประโยคได้ 2 ลักษณะคือ

1. active voice คือประโยคที่เน้นผู้กระทำ (ประธาน) เป็นหลัก เช่น
I threw a football. They are playing baseball.

2. passive voice คือประโยคที่เน้นผู้ถูกกระทำ (กรรม) เป็นหลัก เช่น
A football was thrown. Baseball is being played.

โดยปกติแล้วเราจะใช้ active voice ในภาษาพูดและภาษาเขียนเสียเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90) ส่วน passive voice นั้นมักจะใช้กันบ้าง โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำ หรือเมื่อต้องการจะเน้นสิ่งที่ถูกกระทำมากกว่าผู้กระทำ เช่น John Lennon was shot. (คนไม่รู้จักหรือไม่สนใจด้วยว่าผู้ยิงเป็นใครมาจากไหนที่สำคัญคือนักร้องขวัญใจของพวกเขาถูกยิง)

CONVERSATION 1
A: The window is broken.
B: Who did that?
A: Jack probably did it.

CONVERSATION 2
A: Many pages in this book have been torn off.
B: I wonder who did it?
A: It was probably Jack.